รีวิว Jurassic World Fallen Kingdom สนุกเมามัน ยอมเมาไปกับมันจะยิ่งสนุก

         รีวิว Jurassic World Fallen Kingdom หรือภาคต่อของไตรภาครีแบรนด์ของ Jurassic Park (1993) การกลับมาครั้งนี้เปลี่ยนผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นผู้กำกับละครเอฟเฟกต์ J.A. Bayona ที่มีผลงานยอดเยี่ยมเช่น The Impossible (2012) ภาพยนตร์สึนามิที่ถ่ายทำในประเทศไทยและล่าสุดกับ A Monster Calls (2016) ที่ทำให้หลายคนใจสลาย

         ที่นี่เชื่อกันว่าฝีมือปราณีตหนังไม่หลุดจากอ่าวตังเกี๋ยแน่นอน Colin Trevorrow ผู้กำกับภาพยนตร์ Jurassic World เรื่องแรก (2015) กำลังเขียนบทร่วมกับ Derek Connolly ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องแรก มีพ่อมดดั้งเดิมอย่าง สตีเฟน สปีลเบิร์ก ให้นั่งผลิตตามปกติ

รีวิว Jurassic World Fallen Kingdom

         ความแตกต่างอีกประการหนึ่งสำหรับภาคส่วนนี้ก็คือการกลับคืนสู่สภาวะปกติขั้นสุดท้าย เมื่อทีมงานสร้างวิสัยทัศน์ในการใช้แอนิมาโทรนิกส์ (Animatronics) หรือเทคนิคหุ่นยนต์กลเสมือน มันถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำครึ่งหนึ่งด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิก CGI เช่น Jurassic Park แรกที่เคยทำก่อนการนำเข้า CGI ของหลัง ไม่หลอกลวงผู้ชมเลย อีกเทคนิคหนึ่งที่ทำขึ้นครั้งแรกในแฟรนไชส์นี้คือ การถ่ายทำด้วยอัตราส่วนกว้างยาวของหน้าจอ 2.39:1 ซึ่งเป็นภาพยนตร์จูราสสิคมากที่สุดเท่าที่เคยถ่ายมา เพราะจะสามารถรองรับภาพไดโนเสาร์จำนวนมากได้ ที่ภาคนี้ว่ากันว่ามีไดโนเสาร์มากที่สุด ทีมงานฝ่ายผลิตได้คิดไอเดียดีๆ

         ต้องบอกว่า โดยส่วนตัวแล้วฉันไม่ค่อยชอบหนังไตรภาคใหม่นี้เลยตั้งแต่ Jurassic World เพราะมันลอกเลียนแบบและพัฒนามาจาก Jurassic Park มากเกินไป รู้สึกเหมือน Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (2015) เลียนแบบการเดิน เรื่องนี้อิงจาก Star Wars: Episode IV – A New Hope (1977) ไม่รู้ว่าเป็นเทรนด์หนังรีแบรนด์ปี 2015 หรือเปล่า

         เป็นเรื่องดีในแง่ของความแข็งแกร่งของเนื้อเรื่องที่พิสูจน์แล้ว และเสน่ห์ของความคิดถึง แต่เมื่อมองดูความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ มันกลับกลายเป็นว่าต้องย่ำอยู่กับที่ แค่กระทืบให้หนักขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าสตูดิโอภาพยนตร์กำลังรีแบรนด์ของเก่าเพื่อขายให้กับคนรุ่นใหม่ ดังนั้นมันจะได้ผลมากสำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็นไตรภาคดั้งเดิมมาก่อน